ศาสตร์ของพระราชา

ห้องสมุดมั่นพัฒนา น้อมนำศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่การพัฒนาที่เน้นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามโมเดล Thailand 4.0 เพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตการพัฒนาของโลกที่ก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ได้มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้คนในชาติมีส่วนร่วมและก้าวเดินไปพร้อมกันบนพื้นฐานของรูปแบบการพัฒนาใหม่นี้

พร้อมนำบทเรียนจากความผิดพลาดและความสำเร็จของการพัฒนาที่ผ่านมา ทั้งในยุคที่ประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมอย่างเต็มตัว (Thailand 1.0)  และเปลี่ยนผ่านมายุคอุตสาหกรรมเบา ที่เน้นการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและใช้แรงงานจำนวนมาก (Thailand 2.0) สู่ยุคปัจจุบันที่เน้นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก (Thailand 3.0)  ซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น และมีการขยับขยายลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการพัฒนาของประเทศไทยตั้งแต่อดีตดูเหมือนมีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จนเคยเป็น 1 ใน 13 ประเทศ Economic Miracles ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าร้อยละ 7 เป็นเวลา 25 ปีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หากแต่เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้ ความก้าวหน้านั้นเป็นการเร่งการเจริญเติบโต เพื่อไล่ให้ทันประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการพึ่งพาเทคโนโลยีและทุนของต่างชาติ แต่ไม่มีกระบวนการถ่ายทอดอย่างจริงจังและยั่งยืน ขาดการสะสมทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทุนมนุษย์

คนไทยจึงต้องเผชิญกับ “ความเหลื่อมล้ำ” และ “ความไม่สมดุล” อย่างยิ่ง ทั้งด้านการระจายรายได้ การพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่รู้คุณค่า ปัญหาศีลธรรม และคุณธรรมที่เสื่อมถอย ซึ่งพบว่าคนไทยกำลังเปิดรับค่านิยมชุดใหม่ทั้งวัตถุนิยม ปัจเจกนิยม สุขนิยม และสากลนิยม อย่างขาดการกลั่นกรองที่จะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม จนเกิดเป็นความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เห็นแก่ตัว และเริ่มยอมรับได้กับการคอรัปชั่น

เมื่อไม่มีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ อาศัยการพึ่งพาของภายนอก และละเลยการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ในท้ายที่สุดประเทศจึงเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ. 2540 หรือ วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยิ่ง มีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน มีการปิดสถานบันการเงิน 56 แห่ง ภาคเอกชนที่กู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศมีหนี้สินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนเกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส อัตราการเจริญเติบโตของประเทศตกลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 3-4 มาเกือบ 20 ปีจวบจนถึงปัจจุบัน อันเป็นภาวะของการติดอยู่ใน “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ซึ่งไม่สามารถขยับขึ้นไปแข่งขันกับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ได้ และขณะเดียวกันก็ไม่สามารถขยับลงมาแข่งกับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ

หากแต่ท่ามกลางวิกฤตที่ผ่านมานั้น เป็นโอกาสที่คนไทยได้ย้อนกลับมาสำรวจตัวเองใหม่ และแสวงหาแนวทางการดำรงชีวิตที่มั่นคงและไม่ตกอยู่ในห้วงเหวของความประมาทอีก จนพบว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงเตือนให้มีความระมัดระวังเกี่ยวกับความสมดุลด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไว้ล่วงหน้าเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517 และทรงแนะแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างเป็น “ลำดับขั้น” “พอมีพอกิน” และ “อุ้มชูตัวเองได้” และยิ่งกระจ่างชัดเมื่อพระราชทาน “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” แก่ประชาชนคนไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2541

“...คำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง. คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย. ถ้าทุกประเทศมีความคิด – อันนี้ไม่ใช้เศรษฐกิจ – มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข. พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น. ต้องให้พประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง...”

จากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระราชทานเพื่อเป็นหลักคิดและแนวทางปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่รัฐ นักทฤษฎี นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไปได้นำไปปรับใช้ และเกิดความพยายามของนักวิชาการเพื่อสรุปสาระหลักจนเป็นภาพ “3 ห่วง 2 เงิ่อนไข” ตลอดจนขับเคลื่อนนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ใน 8 ภาคส่วน ทั้งกลุ่มผู้นำทางความคิด กลุ่มนักวิชาการในระดับอุดมศึกษา สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง องค์กรภาครัฐ สื่อมวลชนและประชาชน ภาคธุรกิจ ชุมชนและประชาสังคม ทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

หลายภาคส่วนสามารถดำเนินกิจการงานของตนบนพื้นฐานของความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี บนเงื่อนไขของความรู้คู่คุณธรรม จนสามารถมีภูมิคุ้มกันในด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม และมีส่วนส่งเสริมให้ประชาชนและประเทศชาติมีความสมดุล ยั่งยืน พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง อันเป็นหลักซึ่งมีความเป็นสากลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กร ประเทศ และโลก จนกล่าวได้ว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐานหลักของการพัฒนาประเทศ และเป็นหลักคิดสร้างสมดุลการพัฒนาสู่ Thailand 4.0

ประเทศไทยได้เรียนรู้ว่า การพัฒนาที่รวดเร็วแบบก้าวกระโดดโดยปราศจากรากฐานที่มั่นคง ไม่เหมาะสมต่อการพัฒนาของประเทศ หากแต่ต้องเริ่มจากบันไดขั้นแรกที่หลักปรัชาญาของเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้ “พึ่งตนเองได้” บางเรื่องเมื่อมีไม่พอ ก็จำเป็นต้องเติม เช่น ความรู้ ความเพียร ต่อมาจึงส่งเสริมให้เกิด “การรวมกลุ่มอย่างมีพลัง” และนำไปสู่ “การเกื้อกูลและแบ่งปันกัน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ” สู่การพัฒนาที่สมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และปัญญา

หนึ่งในแนวทางการขับเคลื่อนประเทศบนแนวคิด "เข้มแข็งจากภายใน เชื่อมโยงกับโลกภายนอก" นอกจากการสร้างสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างคนและธรรมชาติ สร้างสมดุลระหว่างทุนมนุษย์กับทุนเทคโนโลยีแล้ว ยังมุ่งเน้นที่การลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่ Inclusive Growth ผ่านการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะทรัพยากรมนุษย์เป็นพลังสำคัญที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง สร้างเศรษฐกิจแบบกระจายอย่างถ้วนทั่ว

ห้องสมุดมั่นพัฒนา จึงเป็นห้องสมุดที่ให้บริการอย่างสอดคล้องกับแนวคิดการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศที่เริ่มจากการพัฒนาคนและส่งเสริมการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงการค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ห้องสมุดมั่นพัฒนา ที่พร้อมให้บริการทั้งในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ และสื่อโสตวีดิทัศน์ประเภทต่างๆ อันเป็นคลังความรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระบรมวงศ์ ตลอดจนแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและระดับสากล