รู้นอกเล่ม

พระปรีชานำสิ่งแวดล้อม สร้างทางสู่ความยั่งยืน

ความเจริญก้าวหน้าในปัจจุบันทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมและสภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติที่โลกสะสมไว้นับเป็นเวลาหลายพันล้านปีถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงพิษภัยแห่งหายนะดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยจากการขาดแคลนน้ำ อันเป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริในการบำรุงรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check Dam) การปลูกป่าต้นน้ำบนพื้นที่สูง และทรงประยุกต์ใช้การผสานเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อศึกษา วิจัย ทดลอง และพัฒนาเทคนิควิธีการต่างๆ ร่วมกับคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ในการคิดค้นแนวทางบรรเทาทุกข์ภัยให้แก่ราษฎร ดังเช่นโครงการฝนหลวง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2498 ระหว่างที่เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่บริเวณนั้นมีแต่ฝุ่งฟุ้ง มีความแห้งแล้งมาก แต่ท้องฟ้ากลับมีเมฆปกคลุมเต็มไปหมด จึงทรงคิดจะ “ดึงเมฆ” ลงมาเพื่อทำให้เกิดฝน ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีที่ทรงเคยศึกษามา

หลังจากนั้นถึง 14 ปี หรือใน พ.ศ. 2512 “โครงการฝนหลวง” จึงปรากฎผลสัมฤทธิ์ โดยมีการปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดินเป็นครั้งแรก บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และต่อมายังได้ทำการทดลองอีกหลายต่อหลายครั้งในหลายพื้นที่ เพื่อทดสอบว่าปฏิบัติการฝนหลวงจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในสภาพแวดล้อมใด ด้วยองค์ประกอบใดบ้าง กระทั่งสามารถพัฒนาเทคนิคในการทำฝนหลวง ซึ่งมีขั้นตอน 3 ขั้นตอนในการดำเนินการ คือ ก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน และโจมตี ก่อนที่จะวิวัฒน์ขึ้นเป็นเทคนิคใหม่ในการปฏิบัติการฝนหลวง เรียกว่า “Super Sandwich Technique” ใน พ.ศ. 2542 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานเป็นตำราฝนหลวงพิเศษกู้ภัยแล้งแก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับหน่วยงานปฏิบัติการฝนหลวง หรือปัจจุบันเรียกว่า กรมฝนหลวงและกองบินเกษตร ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝน บริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ และออกปฏิบัติการทำฝน เพื่อสนองความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ ทั้งการทำฝนเพื่อการเพาะปลูกและการรักษาระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาถึงปัจจุบัน  

จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือลงมาที่ใต้สุดของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวพระราชดำริในการ “แกล้งดิน” เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่พรุ อันเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ภาคใต้ โดยเริ่มการทดลองเป็นครั้งแรกที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2527 พื้นที่พรุนั้นเกิดจากการทับถมกันของพืชพรรณตามลุ่มน้ำที่มีน้ำขัง ทำให้มีสภาพเป็นกรด น้ำในพรุจึงเป็นน้ำเปรี้ยว ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรได้

การแกล้งดินเป็นกระบวนการเพื่อลดความเป็นกรดดังกล่าว ด้วยการชะล้างดินด้วยน้ำควบคู่กับการใช้ปูน และการควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เพื่อไม่ให้แร่กำมะถันที่อยู่ในดินชั้นล่างได้สัมผัสกับอากาศในดิน และทำให้เกิดปฏิกิริยากระทั่งปล่อยกรดกำมะถันออกมา ผลจากการทดลองนี้ได้นำไปสู่การขยายผลไปประยุกต์ปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวที่พบในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ เช่น จังหวัดนครนายกและฉะเชิงเทรา เป็นต้น

ด้านการแก้ไขปัญหาอุทกภัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริเมื่อ พ.ศ. 2538 หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ให้ขุด “บ่อล่อน้ำขนาดยักษ์” หรือ Sump ซึ่งก็คือที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “แก้มลิง” และต่อมาได้พระราชทานพระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะเจ้าหน้าที่ดูแลปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อวันที่ 14พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ตอนหนึ่งความว่า “...ลิงโดยทั่วไป ถ้าเราส่งกลัวยให้ ลิงจะเริ่มปลอกเปลือก แล้วเอาเข้าปากเคี้ยวๆ แล้วเอาไปเก้บไว้ที่แก้ม ลิงจะกินกล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุ้งแก้มได้เกือบทั้งหวี โดยเอาไปเก้บไว้ที่แก้มก่อน แล้วจะนำออกมาเคี้ยวและกลืนกินเข้าไปในภายหลัง ด้วยพฤติกรรมการนำกล้วยหรืออาหารมาสะสมไว้ในกระพุ้งแก้มก่อนการกลืนกินนี้ จึงเป็นพฤติกรรมตัวอย่างที่จะนำมาใช้ในการระบายน้ำท่วมออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังบริเวณด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา...”

หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-สนามชัย ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรสาคร โครงการแก้มลิงคลองชายทะเล ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ และโครงการแก้มลิงพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำและหน่วงน้ำไว้เมื่อมีน้ำเหนือไหลบ่าลงมาในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง ก่อนจะดำเนินการสูบน้ำออกทะเลในลำดับต่อไป นอกจากนี้ แก้มลิงยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อีกด้วย ส่วนโครงการแก้มลิงในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ แม้หลายแห่งจะไม่ได้มีหน้าที่รับน้ำเหนือและปล่อยน้ำลงสู่ทะเลเหมือนแก้มลิงในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็ทำหน้าที่หลักเหมือนกัน กล่าวคือ การเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้งและหน่วงน้ำในฤดูฝนนั่นเอง

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรดังที่กล่าวมานี้ได้ยังประโยชน์โภคผลสู่ราษฎรทั่วหล้าทั้งในด้านการเพาะปลูก การอุปโภคบริโภค ตลอดจนเอื้อประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม และทุกคนยังสามารถ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักการใช้ทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และพลังงานอย่างประหยัด มีการปลูกป่าทดแทน เป็นต้น เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานให้ทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่านี้ยังคงอยู่คู่ประเทศไทยสืบไป