รู้นอกเล่ม

ธุรกิจการเกษตรกับความยั่งยืน

Agribusiness

จากหนังสือ THAILAND’S SUSTAINABLE BUSINESS GUIDE คู่มือแห่งการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่ใส่ใจความยั่งยืน หน้า 158 - 171

 


 

ช่วงสองทศวรรษหลังการปฏิวัติเขียวในปี พ.ศ. 2503 เกษตรกรทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต่างเร่งดำเนินการผลิตผลิตผลทางการเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการด้านอาหารทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ต้องแสวงหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนนำปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน แรงงาน เงินทุน ปุ๋ยและสารเคมี มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันทางการค้า แต่ด้วยเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้และเงินทุนที่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อเป็นทุนรอนในการเข้าถึงปัจจัยเหล่านี้

ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจการเกษตรต่างก็แสวงหาโอกาสในการสร้างผลกำไรให้กับตนเองผ่านระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่ทำให้เกษตรกรจำนวนมากที่เป็นคู่สัญญาขาดอำนาจต่อรอง ทั้งยังต้องเป็นผู้ลงทุนซื้อปุ๋ย สารเคมี หรือสารอาหารต่างๆ มาใช้ในการเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้เกษตรกรล้วนมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแต่ขายผลผลิตได้ในราคาต่ำ จนต้องตกอยู่ในวังวนของการเป็นหนี้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ใน พ.ศ. 2558 เกษตรกรไทยราว 1.6 ล้านคนมีหนี้สินรวมกันกว่า 380,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเฉลี่ยแล้วถือว่ามีหนี้สินสูงกว่ารายได้ต่อครัวเรือนมากกว่าถึงสองเท่า และจากสถิติทั่วโลกก็ยังพบว่าปัญหาหนี้สินเรื้อรังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะฆ่าตัวตายเพื่อให้หลุดพ้นจากความแร้นแค้นของชีวิต

นี่เป็นเพียงผลในแง่เศรษฐกิจและปากท้อง ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ ทั้งป่าไม้ ที่ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ต้องถูกผลาญทำลายเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตรและปริมาณผลผลิต การใช้สารเคมีต่างๆ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนลงไปในสภาพแวดล้อม เป็นอันตรายต่อสุขภาพของทั้งเกษตรกรเองและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศ ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมต่างๆ ในภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ยังก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ทั้งมีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะย้อนกลับมาสร้างความเสียหายให้แก่ภาคเกษตรกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โครงการสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่าภาคการเกษตรของประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบและความเสียหายจากภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงมากถึงร้อยละ 55 ใน พ.ศ. 2623

นอกจากนี้ ความล้มเหลวในการสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงชีพจากอาชีพเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรในวัยแรงงานต่างพากันย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาโอกาสในการจ้างงานในเมืองใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางครอบรัว ชุมชนและสังคม หากยังก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางด้านอาหารจนอาจกลายเป็นวิกฤตการณ์อาหารภายในประเทศได้

สถานการณ์ทั้งหลายดังกล่าวมานี้ ล้วนเกิดจากแนวปฏิบัติในภาคเกษตรกรรมที่มุ่งเน้นแต่การผลิตเพื่อสร้างผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการผลิตอาหาร นับตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย องค์กรธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ ไปจนถึงผู้บริโภค ประเทศไทยคงไม่อาจหลุดพ้นจากภัยคุกคามของความไม่มั่นคงทางอาหารดังที่เผชิญอยู่ได้

แล้วทางออกของปัญหาอยู่ที่ใด...

การทำเกษตรกรรมนั้นมีความซับซ้อนแตกต่างกันไปตามแต่สภาพภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศในแต่ละพื้นที่ ทั้งยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ฉะนั้น จึงคงไม่อาจกำหนดแนวทางใดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับทุกพื้นที่เพื่อช่วยสร้างความยั่งยืนในภาพรวมได้ อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) และการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนับเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของแต่ละท้องถิ่น และเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ใน พ.ศ. 2554 มีรายงานขององค์การสหประชาชาติที่ได้ทำการศึกษาเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันว่า การทำเกษตรอินทรีย์สามารถเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรได้ถึงร้อยละ 80 ทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาระบบนิเวศเกษตรโดยการใช้กระบวนการนิเวศวิทยาและทางธรรมชาติในการทำการเกษตร จะช่วยเพิ่มผลผลิตด้านอาหารได้ถึงสองเท่าในช่วงเวลา 10 ปี และช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ ในขณะเดียวกันก็มีรายงานการศึกษาของ University of Essex ประเทศอังกฤษ ที่ระบุว่าระบบนิเวศเกษตร (Agro ecological Approach) จะเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นถึงร้อยละ 40 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรน้ำ และส่งผลดีต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิต

อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรอินทรีย์นั้น เกษตรกรต้องมีความตั้งใจมุ่งมั่น ขยัน และอดทนพอสมควร ทั้งยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างเคร่งครัด ในขณะที่ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ยังมีไม่มากพอ จึงทำให้ราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สัดส่วนการทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยยังมีอยู่น้อยมาก นอกจากนี้บรรดาธุรกิจการเกษตรรายใหญ่ที่เคยมีรายได้จากขายเมล็ดพันธุ์ สารเคมี ให้แก่เกษตรกรคู่สัญญาเพื่อทำเกษตกรรมเชิงเดี่ยว คงไม่อยากสูญเสียรายได้เหล่านี้ไป จึงจำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้และความตื่นตัวของผู้บริโภค ให้เห็นประโยชน์ระยะยาว ทั้งต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม เมื่อความต้องการในตลาดมากพอ ก็จะช่วยให้สินค้าเกษตรอินทรีย์มีราคาถูกลง และอาจโน้มน้าวธุรกิจการเกษตรรายใหญ่ให้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจได้

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรได้พระราชทานไว้แก่ชาวไทยนั้น มีตัวอย่างให้เห็นชัดว่า ช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพัฒนาจากเกษตรเพื่อพึ่งพาตนเองไปสู่เกษตรเพื่อสร้างรายได้และผลกำไร ในองค์กรธุรกิจเอง หากนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยง มีจริยธรรมในการบริหารบุคลากร ทำให้บุคลการมีความสุขในการทำงาน มีสุขภาพกายและใจดีขึ้น สามารถพัฒนาตนเองและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอย่างเห็นได้ชัด

อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การใช้สารเคมี รวมทั้งอำนาจต่อรองของเกษตรกรได้ คือการเสริมสร้างความความรู้ให้แก่เกษตรกร ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การดูแลบำรุงพืชหรือปศุสัตว์ การปรับปรุงคุณภาพดิน ระบบเกษตรยั่งยืน ไปจนถึงการตลาด การบริหารจัดการอุปสงค์-อุปทาน การสร้างมูลค่าเพิ่ม การรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน การบริหารการเงินครัวเรือน การแนะนำแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices) ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีโอกาสได้เป็นเจ้าของเครื่องจักรทางการเกษตรและเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อนำมาใช้ในพื้นที่เกษตรของตน นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการพึ่งพาแรงงานคนแล้ว ยังช่วยลดปริมาณของเสียจากกิจกรรมทางการเกษตรได้อีกด้วย ทั้งนี้ การวิจัยและพัฒนาในด้านการเกษตรโดยภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างๆ  จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันนำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนได้

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหัวเรื่อง Agribusiness บทความในภาคที่สามของหนังสือ THAILAND’S SUSTAINABLE BUSINESS GUIDE พร้อมเรียนรู้กรณีศึกษาความสำเร็จของเกษตรที่ยั่งยืนและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร  ไม่ว่าจะเป็นสามพรานโมเดล จังหวัดนครปฐม ที่สามารถสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง แดรี่โฮมซึ่งสามารถเจาะตลาดนำสินค้าผลิตภัณฑ์จากวัวที่เลี้ยงในฟาร์มออร์แกนิกสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำจนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในบ้านทุ่งขาม ตำบลไชยสนาม อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ที่ได้รับการอบรมเรื่องการตลาด จากสำนักวิชาการทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปเนื้อหมูเป็นอาหารและสร้างฐานลูกค้าของตนเองได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง การรวมวิสหากิจชุมชนของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในจังหวัดน่าน ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำผึ้ง หรือโครงการนำร่องของเบทาโกรในการดูแลและช่วยเหลือเกษตรกรคู่สัญญาในอำเภอช่องสาริกา จังหวัดนครนายก ทั้งในด้านอาชีพ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมทั้งเก็บเกี่ยวข้อคิดที่น่าสนใจจากผู้บริหารระดับสูงจากมิตรผลและเบทาโกร ซึ่งล้วนจะช่วยยืนยันว่าความยั่งยืนในภาคเกษตรสามารถเกิดขึ้นได้จริง หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังและจริงใจ

รู้นอกเล่ม

การบริหารความเสี่ยงบนหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
“ทรัพยากรบุคคล” ทรัพย์สินมีมูลค่าขององค์กร
แนวทางการดำเนินธุรกิจ SMEs สู่ความยั่งยืน
ธุรกิจการเกษตรกับความยั่งยืน