รู้นอกเล่ม

การกำกับดูแลกิจการที่ดีและภาวะผู้นำเพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ

Corporate Governance and Leadership for Sustainability

จากหนังสือ THAILAND’S SUSTAINABLE BUSINESS GUIDE คู่มือแห่งการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่ใส่ใจความยั่งยืน หน้า 46 - 61

องค์กรธุรกิจที่ปรารถนาจะเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีการปรับตัวในหลายๆ ด้าน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวเร็ว ภาคที่สองของหนังสือ THAILAND’S SUSTAINABLE BUSINESS GUIDE ได้ถ่ายทอดบทเรียนและข้อคิดจากธุรกิจต่างๆ ที่ได้ปรับตัวเข้าสู่เส้นทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยหลักปฏิบัติที่สำคัญประการหนึ่งคือต้องมีบรรษัทภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) ในองค์กร และผู้บริหารระดับสูงต้องมีภาวะผู้นำที่เหมาะสม สามารถเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติได้ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยจึงได้รวบรวมประสบการณ์และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย นำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดเป็นบทความที่ 2 ของภาคนี้

เมื่อถามคนทั่วไปว่ามีความเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำตอบที่ได้มักจะเป็นเรื่องของการมีคุณธรรม ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ รวมแล้วคือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการดำเนินกิจการ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจจึงได้ให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็นกระบวนการในการกำกับและควบคุมการดำเนินงานและการตัดสินใจภายในองค์กร โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาวขององค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันประกอบด้วยบุคคลหรือกลุ่มต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของผู้บริหารทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ เจ้าหนี้ คู่ค้าหรือพันธมิตร ชุมชน หรือรัฐบาล รวมถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดผลกระทบขึ้นจากการดำเนินกิจการ ซึ่งคณะกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น และคณะผู้บริหาร จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดและขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวนี้

ในหัวข้อนี้ยังได้กล่าวถึงความเป็นมาและวิวัฒนาการของการกำกับดูแลกิจการที่ดีในประเทศไทย อุปสรรคและปัญหาที่พบ และแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายในองค์กร โดยมีตัวอย่างกิจกรรมที่เป็นกรณีศึกษา ตลอดจนข้อคิดจากผู้บริหารขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ประกอบ เพื่อช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเนื้อหาได้มากยิ่งขึ้น

ในประเทศไทย ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 องค์กรธุรกิจต่างๆ ยังไม่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีพอ ขาดการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การรายงานสถานะทางการเงินขาดความน่าเชื่อถือ การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินไม่ครบถ้วน ขาดระบบกำกับควบคุมให้มีการดำเนินการตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และไม่มีการปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งมักตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเองและพวกพ้องเป็นหลัก ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปบนพื้นฐานของความเปราะบางและความเสี่ยง

เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น บรรดาผู้บริหารธุรกิจระดับสูงจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทำให้เกิดกระแสความตื่นตัวและความพยายามที่จะกำหนดแบบแผนและมาตรฐานของการกำกับกิจการที่ดีเพื่อป้องกันมิให้ธุรกิจต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ ดังในอดีต และสามารถดำเนินกิจการให้เกิดผลตอบแทนและผลประโยชน์ในระยะยาว โดยมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นแกนนำสำคัญในการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ และเพิ่มความเข้มข้นของการบังคับใช้ เพื่อให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ทั้งยังได้จัดทำข้อพึงปฏิบัติที่ดีสำหรับกรรมการบริษัทจดทะเบียน ใน พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับกรรมการบริษัท และกำหนดให้บริษัทต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งประกอบด้วยกรรมการอิสระอย่างน้อยสามคนในคณะกรรมการบริหาร เพื่อตรวจสอบควบคุมมิให้มีการดำเนินการอันนำไปสู่ความเสี่ยงทางธุรกิจ กรอบการปฏิบัติเหล่านี้ได้รับการทบทวนปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมะป็นระยะๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ใน พ.ศ. 2542 นี้ ยังมีการก่อตั้งสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ขึ้นเพื่อพัฒนาและให้การสนับสนุนกรรมการบริษัทต่างๆ เพื่อให้มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยการจัดฝึกอบรมและสร้างเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการการสร้างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างดีในการสร้างกลไกในป้องกันการทุจริต สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน จนในเดือนตุลาคม 2560 มีบริษัทที่เข้าร่วมโครงการแล้วถึง 855 แห่ง

ในขณะที่ทุกภาคส่วนต่างดิ้นรนเพื่อนำพาตนเองให้หลุดพ้นจากวังวนของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจนี้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่ชาวไทยทั้งปวง เปรียบเสมือนนาวาลำใหญ่ให้ทุกคนได้อาศัยนำตนเองเข้าสู่ฝั่งอย่างปลอดภัย หากพิจารณาให้ดีแล้ว แนวปฏิบัติของการกำกับดูแลกิจการที่ดีกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีหลักการพื้นฐานที่สอดคล้องกัน การกำกับดูแลกิจการที่ดีต้องมีความเข้าใจสถานการณ์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเลือกใช้วิธีการและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบริหารจัดการ ทั้งยังต้องมีจริยธรรม ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่าและคำนึงถึงผลระยะยาวมากกว่าผลในระยะสั้น  มีการสื่อสารที่เหมาะสมชัดเจนภายในองค์กร สร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดอ่อน ความเสี่ยง และโอกาสขององค์กร ตลอดจนบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบผลการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ซึ่งเปรียบได้กับการใช้ความรู้และคุณธรรม ในการดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดี ตามหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักร่วมกับการดำเนินงานอย่างแข็งขันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี แต่ประเทศไทยยังมีปัญหาสำคัญในด้านนี้ อันเป็นผลจากการที่ผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากยังขาดความเข้าใจและไม่สามารถปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พนักงานในองค์กรได้ การกำกับดูแลกิจการที่ดีจึงเป็นเพียงแนวนโยบายที่นำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือขององค์กร แต่มิได้มีการดำเนินการปฏิบัติอย่างจริงจังให้กลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กร นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการขาดนโยบายการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสมเท่าเทียม นโยบายป้องกันการทุจริต ช่องทางการสื่อสารหรือร้องเรียนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งการกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และตำแหน่งอื่นๆ ของคณะกรรมการบริษัท เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้หลายองค์กรประสบความล้มเหลวในเรื่องของการกำกับดูแลกิจการที่ดี

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือความเข้าใจผิดขององค์กรขนาดเล็กจำนวนมากที่ยังมองว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากเท่านั้น นับเป็นภารกิจที่ท้าทายอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องทำให้องค์กรเหล่านี้เข้าใจถูกต้องตรงกันว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีนั้น จะช่วยสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรได้รับการยอมรับและสามารถดำเนินกิจการและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม

ในตอนท้ายของบทความ จึงมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมของการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายในองค์กร เริ่มจากการที่ผู้บริหารระดับสูงและผู้ถือหุ้นต้องทำความเข้าใจถึงความจำเป็นและความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี พร้อมยึดมั่นเป็นพันธสัญญาร่วมกันที่จะนำมาใช้ในองค์กร โดยต้องประเมินและทบทวนการบริหารงานที่ผ่านมาและความพร้อมขององค์กร เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ แล้วกำหนดแผนหรือนโยบายที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงานดังกล่าว รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติ สัดส่วน และแนวทางในการคัดเลือกคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้ได้กรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่หลากหลายและเอื้อต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการและฝ่ายบริหารให้ชัดเจน พร้อมทั้งปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างแก่พนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง มีการสื่อสารที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพกับพนักงาน เพื่อให้เกิดการรับรู้ เข้าใจ และปฏิบัติไปในแนวเดียวกันในทุกระดับทั่วทั้งองค์กร ตลอดจนมีการทบทวน ตรวจสอบผลการกำกับดูแลกิจการ ปรับปรุงแก้ไขในจุดที่ยังบกพร่องหรือเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นในที่สุด

นอกจากนี้ ผู้อ่านยังจะได้รับข้อคิดและบทเรียนจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำที่ถ่ายทอดประสบการณ์จากการกำกับดูแลกิจการที่ดีในองค์กรของตน ประกอบด้วย บริษัท ผลธัญญะ จำกัด บริษัท ไมเนอร์ โฮลดิ้ง (ไทย) จำกัด บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และเอสซีจี รวมทั้งกรณีศึกษาจากความสำเร็จของการสร้างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต และการคัดเลือกคณะกรรมการของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งนอกจากจะพิจารณาความสามารถและประสบการณ์แล้ว ยังคำนึงถึงสัดส่วนของคณะกรรมการที่เป็นสตรีด้วย บทความนี้จึงช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจและเห็นภาพที่ครบถ้วนชัดเจนของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทั้งยังเป็นแนวทางและหลักคิดที่ผู้บริหารองค์กรต่างๆ สามารถนำไปใช้หรือพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างความยั่งยืนให้องค์กรของตนได้

รู้นอกเล่ม

การบริหารความเสี่ยงบนหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
“ทรัพยากรบุคคล” ทรัพย์สินมีมูลค่าขององค์กร
แนวทางการดำเนินธุรกิจ SMEs สู่ความยั่งยืน
ธุรกิจการเกษตรกับความยั่งยืน