รู้นอกเล่ม

Thinking, Fast and Slow – การตัดสินใจที่ถูกต้องเกิดจากการคิดแบบสัญชาตญาณผสานการใช้วิจารณญาณ

ชีวิตของคนเรานั้น จำเป็นจะต้องมีการคิดและตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาในทุกกิจกรรมที่ทำ แนวความคิดหนึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเชื่อว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลและมักจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีและมีค่าที่สุดให้กับตัวเอง โดยผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ภายใต้ข้อจำกัดที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ก็ยังเกิดเป็นข้อสงสัยพร้อมด้วยคำถามที่ว่า หากแนวความคิดดังกล่าวเป็นความจริงแล้ว เพราะเหตุใด? มนุษย์เราจึงยังมีการตัดสินใจที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้ในหลายเรื่อง

Daniel Kahneman ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาจิตวิทยาและกิจกรรมสาธารณะ แห่ง Princeton University สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ Amos Tversky ได้ทำการศึกษาการประเมินหลักฐานและการตัดสินใจเพื่ออธิบายพฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์ จนเกิดเป็น “ทฤษฎีแห่งความคาดหวัง” (Prospect Theory) ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นทฤษฎีพื้นฐานสำคัญของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) และทำให้เขาได้รับรางวัลเพื่อระลึกถึงอัลเฟรด โนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ (Nobel Memorial Prize in Economic Sciences ) ใน พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2558

ทฤษฎีแห่งความคาดหวังชี้ให้เห็นว่า มนุษย์จะมีพฤติกรรมที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Aversion) เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของการได้รับ (Gain) แต่จะยอมเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย (Loss Aversion) เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของการสูญเสียประโยชน์ (Loss) ซึ่งแนวคิดนี้ นับเป็นแนวคิดที่ท้าทายทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มีมาแต่เดิมอย่างมาก

ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2554 Kahneman ได้รวบรวมผลการศึกษาวิจัยของเขาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี นำมาสรุปและถ่ายทอดสู่ผู้อ่านด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย มีตัวอย่างชัดเจน ด้วยการพาผู้อ่านไปสำรวจกระบวนการคิดและตัดสินใจของสมองมนุษย์ ซึ่งแบ่งเป็นสองระบบ คือ ระบบที่ 1 เป็นระบบการตัดสินใจโดยอัตโนมัติ หมายถึงการตัดสินใจแบบฉับพลันโดยสัญชาตญาณที่มาจากประสบการณ์ ความเชื่อ และความรู้ที่สั่งสมมา เกิดขึ้นที่ระดับจิตใต้สำนึก ปราศจากการควบคุม และระบบที่ 2 เป็นระบบการตัดสินใจแบบผ่านการพิจารณาไตร่ตรอง คิดคำนวณ เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด

การทำงานของสมองจะประกอบด้วยสองระบบนี้เสมอ ระบบที่ 1 จะทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ มีความสามารถในการรับรู้สูง ในขณะที่ระบบที่ 2 มีขั้นตอน ใช้เวลาและเหตุผลเป็นหลัก เป็นตัวช่วยในการควบคุมอารมณ์ของมนุษย์ จึงเป็นระบบที่ทำงานช้า ฉะนั้น ในชีวิตประจำวัน มนุษย์จึงมักใช้ระบบที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ก่อนที่ระบบที่ 2 จะเริ่มทำงาน เช่นขณะที่เรากำลังเดินอยู่ข้างทางตามลำพัง และมีชายแปลกหน้าเดินตรงมาหาเรา เราจะรู้สึกไม่ปลอดภัยในทันที แต่เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นแต่งตัวดีสะอาดสะอ้าน เราจะสรุปว่าชายคนนั้นไม่น่าจะเป็นคนร้าย ทั้งความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชั่วขณะแรกและการตัดสินใจจากรูปลักษณ์ภายนอกนี้คือการทำงานของระบบที่ 1 หลังจากนั้น เมื่อระบบที่ 2 เริ่มทำงาน เราจะเริ่มไตร่ตรองว่าคนที่แต่งตัวดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าควรระวังตัวไว้ดีกว่า ลองจินตนาการดูว่า หากเราใช้ระบบที่ 2 เป็นหลัก เราจะต้องใช้เวลาในการคิดใคร่ครวญในทุกเรื่อง การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช้าจนอาจทำให้เกิดความเสียหายได้

“…Mind is a machine for jumping to conclusions…”

ด้วยเหตุที่เราใช้สมองระบบที่ 1 ซึ่งเป็นระบบทางลัดในการตัดสินใจเป็นหลักนี้ เราจึงมีโอกาสสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของวิธีคิดทางลัดและตัดสินใจผิดพลาดโดยการด่วนสรุป เพราะสมองระบบที่ 1 นี้จะทำงานด้วยการสร้างเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องและสนับสนุนความคิดที่เข้ามากระตุ้น โดยเชื่อมโยงจากประสบการณ์ หรือข้อมูลเท่าที่มีอยู่จำกัด (What You See Is All There Is – WYSIATI) เรามักจะสร้างความประทับใจและตัดสินผู้อื่นว่าเป็นคนน่ารัก มีอัธยาศัยดี หรือไม่น่ารัก ไม่น่าคบหา จากการพบปะพูดคุยครั้งแรกเพียงไม่กี่นาที ทั้งๆ ที่ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้นอีกมากมายหลายด้านที่เรายังไม่รู้

Kahneman ชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราด่วนตัดสินใจในเรื่องใดแล้ว เรามักจะพยายามหาแต่ข้อมูลหรือหลักฐานที่ยืนยันความคิดของเรา (Confirmation Bias) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เรามีความมั่นใจในการด่วนสรุปและมักจะเชื่อว่าสิ่งที่คิดและตัดสินใจนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอคติหรือความลำเอียง การเชื่อมโยงความคิดกับประสบการณ์ที่คุ้นเคยหรือสิ่งที่ได้รับรู้มาก่อน การเชื่อมโยงความคิดกับเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจของสังคมส่วนใหญ่หรือเรื่องราวที่พบเห็นได้บ่อย ความหลงผิดคิดว่าเหตุการณ์ที่เฉพาะเจาะจงมีโอกาสเกิดมากกว่าเหตุการณ์ที่ไม่เฉพาะเจาะจง การอยู่ในกลุ่มคนที่คิดคล้ายๆ กัน การมองข้ามสถิติ การละเลยที่จะพิจารณาถึงความน่าจะเป็น เป็นต้น

ในตอนท้าย Kahneman ได้ใช้แนวคิดจิตวิทยาที่เกี่ยวกับกระบวนการรับรู้และการตัดสินใจนี้อธิบายถึงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ตามทฤษฎีแห่งความคาดหวัง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสูญเสียมีผลกระทบต่อความรู้สึกมากกว่าการได้รับในจำนวนที่เท่ากัน  เช่น การขาดทุนจำนวนหนึ่งล้านบาทจะทำให้รู้สึกเสียใจและเสียดายมากกว่าความรู้สึกดีใจที่เวลาที่ได้กำไรหนึ่งล้านบาท ในทำนองเดียวกัน ความรู้สึกดีใจที่ได้เงินมา 2,000 บาทก็ไม่เท่าความรู้สึกเสียดายเมื่อได้เงินมา 3,000 บาท แต่ทำหายไป 1,000 บาท ทั้งๆ ที่ผลลัพธ์คือได้เงินมา 2,000 บาทเหมือนกัน ฉะนั้น คนส่วนใหญ่ไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่มักพยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ซึ่งความคิดและพฤติกรรมดังกล่าวนี้เองที่ทำให้เราหลงติดกับดักความเสียดายและกลายเป็นเหยื่อกลยุทธ์การตลาดอยู่บ่อยครั้ง

หนังสือเล่มนี้ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจกระบวนการรับรู้และการตัดสินใจของมนุษย์ พร้อมตระหนักว่าเราทุกคนล้วนแต่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอคติ ความลำเอียง และความหลงผิด ดังนั้น การตัดสินใจของแต่ละคนทั้งในเรื่องทางเศรษฐกิจหรือเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันจึงไม่ถูกต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป ความจริงข้อนี้จะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น  ในขณะเดียวกัน ก็ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการป้องกันตัวเองจากการตัดสินใจผิดพลาดและรีบด่วนสรุป  ทุกครั้งที่จะต้องตัดสินใจไม่ว่าจะในฐานะปัจเจกชนหรือผู้บริหารองค์กร เราจึงควรต้องหาข้อมูลให้รอบด้าน ใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างระมัดระวัง กระตุ้นให้สมองระบบที่ 2 ได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

Thinking, Fast and Slow จึงเป็นหนังสือที่ช่วยเปลี่ยนความคิดของผู้อ่านในด้านวิธีการคิด เปรียบเสมือนคู่มือในการฝึกคิดและตัดสินใจ ที่สอนให้เรารู้ว่า เพียงเรียนรู้ที่จะใช้เวลาในการคิดให้มากขึ้น เราก็จะสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้น

“…If there is time to reflect, slowing down is likely to be a good idea…”

รู้นอกเล่ม

ธนาคารโลกชี้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศมั่งคั่งอย่างก้าวหน้า (Progressive Prosperity)
Thinking, Fast and Slow – การตัดสินใจที่ถูกต้องเกิดจากการคิดแบบสัญชาตญาณผสานการใช้วิจารณญาณ
Influencer: The New Science of Leading Change
The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต