รู้นอกเล่ม

Sufficiency Economy Philosophy: Thailand’s Path towards Sustainable Development Goals

“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น. ต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้สร้างพื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้น โดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด...”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2517

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแนวพระราชดำริไว้ตั้งแต่ปี 2517 ที่ปัจจุบันเรียกว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือ Sufficiency Economy Philosophy -  SEP ด้วยทรงมองการณ์ไกลว่า ประชาชนและประเทศชาติจะประสบปัญหาหากขาดความสมดุลในการดำรงชีวิต  

ภายใต้การพัฒนาประเทศตามแนวทาง SEP ที่ให้ความสำคัญทั้งความต้องการของประชาชน และการอยู่ร่วมกันระหว่างประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ในวันนี้ ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเป็นหนึ่งในประเทศชั้นแนวหน้าที่ได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติว่ามีการดำเนินงานที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals – SDGs 17 ประการ อันเป็นวาระสำคัญของมวลมนุษยชาติในการร่วมพัฒนาโลกในอีก 15 ปี ข้างหน้า หรือตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2573

หนังสือ Sufficiency Economy Philosophy: Thailand’s Path towards Sustainable Development Goals ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ซึ่งจัดพิมพ์โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้รวบรวมการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริ SEP ที่มีความทันสมัย ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกและประเทศไทย และสอดรับกับ SDGs สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ได้ด้วยวิธีการอันเป็นเหตุเป็นผลและประชาชนทุกระดับชั้นสามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติได้

ภายในเล่มมีการแบ่งเนื้อหาตามหัวข้อของ SDGs ทั้ง 17 ประการ ดังเช่นในการบรรเทาปัญหาความยากจน อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประการที่หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ถึง 6 ศูนย์ เพื่อให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” อันจะช่วยให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ทฤษฎีทางการเกษตรและความรู้ด้านอื่นๆ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพและหาเลี้ยงตนเอง ทั้งยังมีการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันและการประหยัดอดออมของประชาชนในชุมชน กระทั่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีสหกรณ์ออมทรัพย์ถึงมากกว่า 8 หมื่นแห่ง

ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศ ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถลดจำนวนประชากรที่มีฐานะยากจนได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยจากเดิมเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ภายในช่วงเวลาไม่นาน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมตามไปด้วย

ด้านการขจัดความหิวโหย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนในอดีต แต่ปัจจุบันความรุนแรงของปัญหาได้ลดลงอย่างมาก อันเป็นผลมาจากความพยายามของหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการโครงการหลากหลายโครงการเพื่อยุติความหิวโหย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ เกษตรทฤษฎีใหม่ แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อให้ประชาชนสามารถเลี้ยงตนเองในเบื้องต้นและสามารถพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าได้อย่างเป็นลำดับขั้น นอกจากนี้ โครงการด้านการศึกษาอย่างสถานศึกษาพอเพียง โรงเรียนพระดาบส มูลนิธิมั่นพัฒนา ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในด้านการด้านการให้การศึกษาที่เท่าเทียมแก่ประชาชนอีกด้วย

เหล่านี้เป็นเพียงโครงการตัวอย่างส่วนหนึ่งในหลายร้อยโครงการที่ได้รับการร้อยเรียงเรื่องราวไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยอย่างสมดุลและบูรณาการ โดยมีแนวพระราชดำริ SEP เป็นธงนำสู่ความสำเร็จ ทั้งยังเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่นานาประเทศสามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย SDGs ได้สืบไป

 

สามารถอ่านตัวอย่างหนังสือเพิ่มเติมได้ ที่นี่